บททดสอบความทนทานของ Sony Bravia 7 II: เทคโนโลยี True RGB สามารถรับมือกับฉากภาพยนตร์ที่มืดที่สุดได้หรือไม่?
เราได้ทดสอบประสิทธิภาพของทีวี Sony Bravia 7 II True RGB ด้วยฉากที่มืดที่สุดจากภาพยนตร์เรื่อง House of the Dragon และ The Batman เพื่อดูว่ามันสามารถแสดงผลในที่แสงน้อยได้อย่างยอดเยี่ยมจริงหรือไม่

ก้าวข้ามขีดจำกัดของประสิทธิภาพในที่แสงน้อย
สำหรับผู้ที่ชื่นชอบโทรทัศน์หลายคน การทดสอบที่แท้จริงของจอแสดงผลไม่ได้อยู่ที่ว่ามันจัดการกับภาพทิวทัศน์ที่สว่างสดใสและมีสีสันได้อย่างไร แต่เป็นการจัดการกับเงาที่ "มืดมน" ในฉากภาพยนตร์ที่มืดครึ้มได้อย่างไร เพื่อดูว่าทีวี Sony Bravia 7 II True RGB จะทำได้ตามที่โฆษณาไว้หรือไม่ เราจึงทำการทดสอบอย่างเข้มงวดโดยใช้เนื้อหาที่มีความมืดมากที่สุดเท่าที่มีในภาพยนตร์และโทรทัศน์สมัยใหม่
เป้าหมายนั้นง่ายมาก: เพื่อตรวจสอบว่าระบบแบ็คไลท์ True RGB ใหม่ของ Sony สามารถรักษาความละเอียดและความคมชัดของเงาได้โดยไม่ตกอยู่ในกับดักของการชดเชยมากเกินไป เช่น แสงฟุ้ง แสงเป็นวง หรือสีดำที่ "เทา" ที่น่ารังเกียจหรือไม่
เพื่อเป็นเกณฑ์มาตรฐาน จึงได้นำ Bravia 7 II มาเปรียบเทียบกับทีวี Samsung Neo QLED ระดับไฮเอนด์ความท้าทายของ 'House of the Dragon'
หนึ่งในตัวอย่างที่โด่งดังที่สุดของการปรับสีภาพที่ยากลำบากในช่วงไม่นานมานี้คือตอนที่เจ็ดของ House of the Dragon ทางช่อง HBO ที่ชื่อว่า 'Driftmark' ตอนนี้กลายเป็นประเด็นถกเถียงในหมู่ผู้ชมเพราะฉากหลายฉากถูกปรับสีให้มืดมากจนแทบมองไม่เห็นบนทีวีทั่วไป โดยบางส่วนมีรายงานว่าความสว่างลดลงต่ำกว่า 1 นิต
บนจอแสดงผลระดับไฮเอนด์รุ่นก่อนๆ ตอนนี้มักจะทำให้เกิด 'การต่อสู้' ภายในระบบแบ็คไลท์ ส่งผลให้เกิดแสงฟุ้งกระจายอย่างรุนแรงเมื่อทีวีพยายามปรับภาพให้สว่างขึ้น อย่างไรก็ตาม Bravia 7 II จัดการกับฉากเหล่านี้ได้อย่างน่าประหลาดใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในฉากที่ตัวละครสองตัวกำลังสนทนากันบนชายหาด ทีวี Sony สามารถรักษาพื้นผิวและโครงร่างของใบหน้าไว้ได้โดยไม่ทำให้เฟรมทั้งหมดสว่างขึ้นอย่างไม่เป็นธรรมชาติ การปรับโทนสีของโปรเซสเซอร์ XR ช่วยให้บรรยากาศยังคงมืดมนและลึกลับ แต่รายละเอียดที่สำคัญยังคงมองเห็นได้ชัดเจน
ความลึกของบรรยากาศใน 'The Batman'
แผ่นบลูเรย์ 4K Ultra HD ของ The Batman เป็นอีกหนึ่งผลงานชิ้นเอกด้านการถ่ายทำภาพยนตร์ในที่แสงน้อย ภาพยนตร์เรื่องนี้เน้นสีดำสนิทและแสงสว่างที่มีความคมชัดสูง ซึ่งมักทำให้ทีวี Mini-LED ปรับระดับสีดำให้กลายเป็นสีเทาซีดจางในฉากที่เข้มข้น เช่น ฉากต่อสู้ที่สถานีรถไฟ
Bravia 7 II ทำได้ดีเยี่ยมในจุดนี้ ส่วนใหญ่เป็นเพราะ XR Backlight Master Drive อัลกอริทึมการหรี่แสงที่เป็นกรรมสิทธิ์นี้ช่วยให้ทีวีรักษาบรรยากาศที่ดราม่าและลึกลับไว้ได้ ในขณะเดียวกันก็ป้องกันไม่ให้เงาพร่ามัว เมื่อ Batman ปรากฏตัวออกมาจากความมืด การเปลี่ยนฉากนั้นคมชัดและทรงพลัง การผสานรวม Dolby Vision Bright ช่วยดึงรายละเอียดที่ละเอียดอ่อนจากเงามืดที่สุดออกมาได้โดยไม่ลดทอนเจตนารมณ์โดยรวมของภาพยนตร์
การต่อสู้กับ 'แสงรั่ว' ใน 'Only God Forgives'
การทดสอบสุดท้ายและยากที่สุดคือภาพยนตร์เรื่อง Only God Forgives ของ Nicolas Winding Refn ภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นฝันร้ายสำหรับจอแสดงผลส่วนใหญ่เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงอย่างสุดขั้วระหว่างความว่างเปล่าสีดำสนิทและสีแดงนีออนที่อิ่มตัวสูง ชุด Mini-LED และ WRGB OLED ส่วนใหญ่ประสบปัญหาในการรับมือกับสิ่งนี้ พวกมันมักใช้ซับพิกเซลสีขาวหรือการเพิ่มแสงแบ็คไลท์สีขาวเพื่อให้ได้ความสว่างที่จำเป็นสำหรับสีนีออน ซึ่งทำให้สีดำโดยรอบจางลงและสร้างขอบ 'รั่ว' โดยไม่ตั้งใจ
นี่คือจุดที่ระบบแบ็คไลท์ True RGB พิสูจน์คุณค่าของมัน
ด้วยการส่งแสงสีแดง สีเขียว และสีน้ำเงินบริสุทธิ์ไปยังหน้าจอโดยตรงโดยไม่ต้องพึ่งพาการเพิ่มความสว่างของสีขาว Bravia 7 II จึงรักษาความบริสุทธิ์ของแสงนีออนเอาไว้ได้ สีแดงยังคงสดใสและคมชัด และการเปลี่ยนจากสีที่อิ่มตัวไปสู่สีดำสนิทนั้นสะอาดหมดจดอย่างน่าทึ่ง หลีกเลี่ยงปัญหาภาพซ้อนและภาพแตกที่พบได้ทั่วไปในจอแสดงผลระดับไฮเอนด์อื่นๆบทสรุปสุดท้าย: ประสบการณ์ระดับอ้างอิง
ผลการทดสอบความทนทานนี้บ่งชี้ว่า Sony Bravia 7 II เป็นมากกว่าแค่หน้าจอที่สว่างสดใส มันคือเครื่องมือที่มีความแม่นยำสำหรับความคมชัด ด้วยการยึดมั่นในการปรับแต่งสีดั้งเดิมของผู้สร้างภาพยนตร์แทนที่จะพยายาม 'แก้ไข' ฉากมืด Sony ได้สร้างประสบการณ์การรับชมที่เลียนแบบจอภาพอ้างอิงระดับมืออาชีพได้อย่างใกล้เคียง
สำหรับคอหนังที่ให้ความสำคัญกับความแม่นยำและความสามารถในการมองเห็นวิสัยทัศน์ของผู้กำกับได้อย่างตรงตามที่ตั้งใจไว้ แม้ในเงามืดที่สุด Bravia 7 II ถือเป็นคู่แข่งที่น่าเกรงขามในตลาดทีวีปัจจุบัน