Baldur's Gate 3: CEO ของ Larian Studios ฉลองความสำเร็จของผู้เล่นกับการทดลองสุดป่วนในสไตล์ 'Murder Hobo'
ผู้เล่นสองคนได้ทดสอบขีดจำกัดของเกม Baldur's Gate 3 ด้วยการจับตัวละคร NPC ยัดเข้าไปในหีบ และ Swen Vincke ซีอีโอของ Larian คิดว่านี่เป็นการแสดงออกถึงอิสรภาพของผู้เล่นที่ตลกขบขัน

ความโกลาหลระดับใหม่ใน Baldur's Gate 3
Baldur's Gate 3 ได้รับการยกย่องมานานแล้วในเรื่องระดับของอิสระและการตอบสนองที่ไม่มีใครเทียบได้ แต่เมื่อไม่นานมานี้ ผู้เล่นสองคนได้ผลักดันเอนจิ้นเกมไปจนถึงขีดจำกัดสูงสุดด้วยความคิดสร้างสรรค์ที่โกลาหลอย่างแท้จริง ทั้งคู่เริ่มต้นการเดินทางอันมืดมิดเพื่อ 'เคลียร์' โลกในเกม โดยกำจัด NPC ทุกตัวที่พวกเขาพบอย่างเป็นระบบ เพื่อให้การสังหารหมู่ของพวกเขาเป็นระเบียบ พวกเขารวบรวมศพของเหยื่อและเก็บไว้ทั้งหมดในหีบขนาดใหญ่เพียงใบเดียว
ขีดจำกัดประสิทธิภาพ
การทดลองนี้กลายเป็นปรากฏการณ์ทางเทคนิคอย่างรวดเร็ว เมื่อน้ำหนักและจำนวนของสิ่งต่างๆ ภายในหีบเพิ่มขึ้น อัตราเฟรมของเกมก็เริ่มกระตุกอย่างมาก เอนจิ้นฟิสิกส์และการจัดสรรหน่วยความจำถูกผลักดันไปจนถึงขีดจำกัด ทำให้เกม RPG กลายเป็นภาพสไลด์ เหตุการณ์นี้เป็นเครื่องพิสูจน์ถึงการจำลองที่ซับซ้อนซึ่งทำงานอยู่เบื้องหลัง โดยติดตามความคงอยู่ของวัตถุเหล่านี้แม้ว่าจะถูกเก็บไว้ในกล่องของรางวัลก็ตาม
ปฏิกิริยาของ Swen Vincke
ที่น่าประหลาดใจคือ Swen Vincke ซีอีโอของ Larian Studios ไม่ได้แสดงความหงุดหงิดต่อประสิทธิภาพที่ผิดพลาดหรือวิธีการที่ไม่ธรรมดาที่ผู้เล่นมีส่วนร่วมกับโลกของเขา แต่เขากลับแสดงความสนุกสนานอย่างแท้จริง ในโพสต์บนโซเชียลมีเดีย Vincke กล่าวว่า 'เราควรจะสร้างความสำเร็จให้กับเรื่องนี้' ซึ่งเน้นย้ำว่านักพัฒนาที่ Larian ชื่นชอบวิธีการที่ไม่คาดคิด แม้ว่าจะสร้างความเสียหายก็ตาม ที่แฟนๆ สำรวจกลไกของเกม สำหรับสตูดิโอที่ให้ความสำคัญกับอิสระของผู้เล่นเหนือสิ่งอื่นใด เหตุการณ์ 'murder hobo' นี้ถูกมองว่าเป็นชัยชนะสำหรับปรัชญาการออกแบบของเกมมากกว่าที่จะเป็นบั๊กที่ต้องแก้ไข
เหตุใดอิสระของผู้เล่นจึงมีความสำคัญ
เหตุการณ์นี้เน้นย้ำว่าทำไม Baldur's Gate 3 จึงกลายเป็นปรากฏการณ์ทางวัฒนธรรม
ด้วยการอนุญาตให้ผู้เล่นมีปฏิสัมพันธ์กับโลกในรูปแบบที่ไม่ได้ถูกกำหนดไว้อย่างชัดเจน เช่น การสะสมศพไว้ในหีบเก็บของ Larian ได้สร้างเกมแซนด์บ็อกซ์ที่ให้รางวัลแก่ความอยากรู้อยากเห็น แม้ว่าความอยากรู้อยากเห็นนั้นจะแสดงออกมาในรูปแบบของการทำลายล้างโลกดิจิทัลอย่างสิ้นเชิงก็ตาม ในขณะที่ผู้เล่นส่วนใหญ่เลือกที่จะปกป้อง Sword Coast แต่ความจริงที่ว่าเกมคำนึงถึงผู้ที่เลือกที่จะทำลายล้างมันด้วยนั้นเองที่ทำให้ประสบการณ์การเล่นเกมรู้สึกมีชีวิตชีวาอย่างแท้จริง